วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การตั้งฐานของประชากรเมืองและชนบท

     การตั้งถิ่นฐานของประชากรในท้องถิ่นต่าง ๆ นั้น ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ความเจริญด้านคมนาคมและเทคโนโลยี เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประชากรเข้าไปอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ก่อให้เกิดความแตกต่างทางด้านการกระจายของประชากร ดังนี้
 
๑. ชุมชนเมือง ชุมชนเมืองมักป็นศูนย์กลางของกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพที่เกี่ยวกับธุรกิจการค้า การบริการ และอุตสาหกรรม มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในกิจการต่าง ๆ ทำให้มีความเจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น วิถีชีวิตของคนในชุมชนเมืองจะมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดี และมีสิ่งอำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ แต่ละคนจึงพึ่งพาตนเองได้ในลักษณะต่างคนต่างอยู่
๒. ชุมชนชนบท การดำเนินชีวิตในชุมชนชนบท จะขึ้นอยู่กับธรรมชาติเป็นหลัก ประชากรส่วนใหญ่มักตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้แหล่งน้ำ เพื่อความสะดวกในการอุปโภคบริโภค และใช้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม หรืออาศัยอยู่บริเวณที่มีถนนตัดผ่าน และมีสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า ประปา แต่ความเจริญยังแผ่ขยายเข้าไปไม่มากนัก ลักษณะการดำรงชีวิตจะมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันเคร่งครัดในระเบียบแบบแผนและขนบธรรมเนียมประเพณี

ปัจจัยที่มีผลต่อการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์

    
     เมื่อมนุษย์มีความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมรอบๆตัว จึงเกิดการรวบรวมกลุ่มเพื่อตั้งบ้านเรือนและจัดการกับสิ่งรอบตัวให้เหมาะกับการดำรงชีพ การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์จะมีลักษณะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตั้งถิ่นฐานนั้น ๆ ดังนี้
   ปัจจัยทางกายภาพ แบ่งได้เป็น
  ๑) โครงสร้างและระดับความสูงของพื้นที่  จะเห็นว่า เขตที่ราบมีความเหมาะสมที่จะตั้งถิ่นฐานมากกว่าเขตที่สูงหรือภูเขา เนื่องจากลักษณะพื้นที่กว้างขวางราบเรียบทำให้สามารถเพาะปลูกได้สะดวก และเขตที่ราบมักจะมีดินอุดมสมบูรณ์ สามารถปลูกพืชได้หลายชนิดมากกว่า สำหรับพื้นที่สูงหรือทุรกันดารซึ่งเข้าถึงลำบากนั้น มีเหตุจูงใจให้มนุษย์ตั้งถิ่นฐานอยู่บ้าง เช่น เพื่อความปลอดภัยจากการรุกราน หรือหากจำเป็นต้องตั้งถิ่นฐานตามภูเขาก็มักจะเลือกอยู่อาศัยในลาดเขาด้านที่เหมาะสม
  ๒) อากาศ อากาศมีผลโดยตรงต่อมนุษย์เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการกำหนดลักษณะดินและพืช สภาพของดินฟ้าอากาศมีอิทธิพลต่อการตั้งถิ่นฐาน มีอิทธิพลต่อการสร้างบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย และวิถีการดำรงชีวิต จากแผนที่แสดงการกระจายตัวประชากรจะเห็นได้ว่า ประชาชนจะอยู่กันหนาแน่นในเขตที่มีอากาศเหมาะสม ส่วนบริเวณที่มีอากาศปรวนแปรจะมีประชาชนเบาบาง หรือปราศจากผู้อยู่อาศัย
  ๓) น้ำ ปัจจัยในเรื่องน้ำมีอิทธิพลต่อการตั้งถิ่นฐานมาก โดยเฉพาะในสมัยโบราณการตั้งถิ่นฐานทุกแห่งเป็นการหาพื้นที่ที่จะทำการเกษตรด้วย น้ำที่ใช้ในการหาพื้นที่ที่จะทำการเกษตรด้วย น้ำที่ใช้ในการทำเกษตรกรรมไม่จำเป็นต้องมาจากฝนหรือแหล่งน้ำลำธารแต่เพียงอย่างเดียว ในบางแห่งที่ขาดฝน อาจหาแหล่งน้ำอื่น ๆ มาใช้เพื่อการเกษตร เช่น น้ำบาดาล
   ปัจจัยทางวัฒนธรรม
การที่มนุษย์ครอบครองพื้นที่เพื่อตั้งถิ่นฐานทำมาหากิน ณ ที่ใดที่หนึ่งย่อมมีอิทธิพลต่อสภาพธรรมชาติ รวมทั้งเกิดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในถิ่นฐานเดียวกัน และระหว่างถิ่นฐานต่าง ๆ
วิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างออกไปในถิ่นฐานแต่ละแห่ง สามารถจำแนกได้เป็น
  ๑) ภาษา โดยเฉพาะภาษาพูด ถือว่าเป็นตัวแทนของลักษณะวัฒนธรรม ภาษาเป็นสื่อสำคัญที่สืบทอดวัฒนธรรมดั้งเดิมจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นต่อ ๆ ไปกลุ่มวัฒนธรรมดั้งเดิมจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นต่อ ๆ ไป กลุ่มวัฒนธรรมต่าง ๆ มักมีภาษาของตนเอง จึงใช้ภาษาเป็นเครื่องวัดความแตกต่างของวัฒนธรรมได้ ภาษาจึงอาจเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เช่น การห้ามใช้ภาษาต่างประเทศของจนภูมิใจในชาติของตนรวมทั้งรักเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนยิ่งขึ้น
  ๒) ศาสนา ศาสนาเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรม ความเชื่อถือยึดมั่นและการปฏิบัติตามหลักของศาสนาเป็นหลักที่กำหนดวิถีชีวิตในท้องถิ่น สถานที่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาอาจทำให้ท้องถิ่นหนึ่งมีความสำคัญมากกว่าท้องถิ่นอื่น วัด โบสถ์ และสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ทางศาสนา จะมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกัน แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของชาตินั้น ๆ ศาสนาอาจมีอิทธิพลต่อการเกษตรกรรม การบริโภคอาหาร ตลอดจนด้านเศรษฐกิจ
  ๓) การเมือง อิทธิพลทางการเมืองมีผลต่อพื้นที่ตั้งถิ่นฐาน โดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินทำกิน เช่น กฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กฎหมายเกี่ยวกับการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พระราชกำหนดยกเลิกสัมปทานป่าไม้ เป็นต้น
   ปัจจัยทางเศรษฐกิจ
     การประกอบอาชีพของมนุษย์ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของสภาพแวดล้อมและระดับความเจริญทางเทคโนโลยี ตัวอย่างของวิวัฒนาการการประกอบอาชีพที่มีความสัมพันธ์กับการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ได้แก่
  ๑) การเพาะปลูก การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์แบบถาวรเริ่มขึ้นเมื่อมนุษย์รู้จักเพราะปลูกด้วยตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งผลิตผลตามธรรมชาติแต่เพียงอย่างเดียว และการตั้งถิ่นฐานแบบถาวรนี้ มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมมาก ตัวอย่างเช่น การทำไร่เลื่อนลอย เป็นการเพาะปลูกแบบไม่บำรุงดิน เมื่อดำเนินไปหลายปี จะทำให้ดินเสื่อมสภาพลง และต้องย้ายไปหาที่เพาะปลูกใหม่หมุนเวียนไปเรื่อย ๆ เป็นการทำลายป่าและความอุดมสมบูรณ์ของดิน ส่วนการเพาะปลูกแบบไร่นาสวนผสมจะมีการดุแลบำรุงดินที่ดีกว่า ทำให้สามารถคงความอุดมสมบูรณ์ของดินไว้ได้
  ๒) การเลี้ยงสัตว์ แบ่งเป็น ๓ ประเภท คือ การเลี้ยงสัตว์ไว้บริโภค ไว้ใช้งาน และไว้ขาย ส่วนใหญ่จะทำในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์แบบอยู่เป็นที่จะไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติมากเท่ากับการเลี้ยงสัตว์แบบเร่ร่อน
  ๓) อุตสาหกรรม เป็นการนำผลิตผลมาดัดแปลงหรือแปรสภาพให้เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ เป็นกิจกรรมที่มีลักษณะซับซ้อน ในเนื้อที่น้อย ต้องใช้วัตถุดิบและเชื้อเพลิงจำนวนมากในการผลิต มีการใช้แรงงาน ตลอดจนต้องการความสะดวกในการคมนาคมขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นการนำวัตถุดิบเข้าสู่โรงงานและผลิตผลจากโรงงานออกสู่ตลาด ทำให้เกิดการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก ลักษณะดังกล่าวนี้ทำให้เกิดชุมชนขึ้นและมีการขยายตัวทั้งชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งย่อมจะมีผลต่อการเติบโตของเมืองอย่างกว้างขวาง

การตั้งถิ่นฐานของคนไทย

          


     ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ในทุกๆด้าน อาทิ ดิน น้ำ ป่าไม้ และยังมีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เป็นปัจจัยเกื้อหนุนต่อการดำรงชีวิต จากปัจัยดังกล่าว จึงส่งผลต่อการตั้งถิ่นฐานของคนไทยที่จะตั้งถิ่นฐานตามพื้นที่ ที่สามารถนำเอาทรัพยากรธรรมชาติเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์คนไทยจึงนิยมที่จะตั้งถิ่นฐานตามที่ราบริมฝั่ง
แม่น้ำที่สำคัญๆไหลผ่าน เพราะประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม จึงจำเป็นที่จะต้องใช้น้ำซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ
ในการเพาะปลูก การทำประมง รวมไปถึงการคมนาคมขนส่งต่างๆ นอกจากนั้นการที่คนไทยนิยมตั้งถิ่นฐานตามที่ราบริมฝั่งแม่น้ำจึงส่งผลให้เกิดวิถีชีวิตความเป็นอยู่และประเพณีต่างๆที่สัมพันธ์กับแหล่งที่อยู่ เช่น ลอยกระทง
ไหลเรือไฟ เป็นต้น
     ในปัจจุบันการตั้งถิ่นฐานของคนไทยได้เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัยเพื่อให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาในด้านของระบบอุตสาหกรรม มีการจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมขึ้นอย่างมากมายจึงก่อให้เกิดอาชีพใหม่ขึ้นมาเพื่อนำมนุษย์เข้าสู่กิจกรรมการผลิตในระบบอุตสาหกรรมที่ให้ค่าตอบแทนที่สูงและยังมีลักษณะงานที่ลำบากน้อยกว่าการประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่เคยทำมาจึงส่งผลให้คนไทยในชนบทพากันอพยพเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ ระบบการตั้งถิ่นฐานของคนไทยจึงเปลี่ยนไปจากอดีตที่เคยอาศัยอยู่
     ตามที่ราบในชนบทเปล่ยนมาเป็นการนิยมตั้งถิ่นฐานในเขตอุตสาหกรรมต่างๆอันเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาต่างๆตามมามากมายไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม อาทิ น้ำเสีย มลภาวะต่างๆ ปัญหาสังคม อาทิ ชุมชนแออัด ยาเสพติด อาชญากรรม เป็นต้น
เมื่อความก้าวหน้ทางวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง ระบบอุตสาหกรรมต่างๆจึงต้องการวัตถุดิบเพื่อนำมาเข้าสู่กระบวนการผลิตมากขึ้น ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติที่เคยอุดมสมบูรณ์หมดไปอย่างรวดเร็ว ทำให้สิ่งแวดล้อมเสียสมดุลและเกิดปัญหาต่างๆตามมามากมายไม่ว่าจะเป็นดินถล่ม แผ่นดินไหว ปัญหาที่เกิดจากภัยธรรมชาติ เช่น สึนามิ ปัญหาเหล่านี้ล้วนแต่สร้างความเสียหายแก่มนุษย์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกายและจิตใจ
     รวมไปถึงการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ด้วยเพราะเมื่อสิ่งดังกล่าวได้เกิดขึ้นแล้วก็จะเกิดความเสียหายให้กับบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของมนุษย์ด้วย จึงจำเป็นที่หน่วยงานของรัฐจะต้องมามีบทบาทในการให้คามช่วยเหลือประชาชนเหล่านั้น ดังจะเห็นได้จากการที่ทหารซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐหน่วยงานหนึ่งได้เข้ามามีส่วนในการสร้างที่พักอาศัยให้แก่ผู้ประสบภัยจากคลื่นยักษ์สึนามิ หรือในกรณีโคลนถล่มที่ อ.หล่มสัก นอกจากนั้นทหารยังมีหน้าที่ในการพัฒนาและสร้างสรรค์สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเพื่อนำความเจริญมาสู่ชุมชนไทยในพื้นที่ ที่ห่างไกล เช่น การสร้างศูนย์ราชการต่างๆ การสร้างถนนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น