วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การตั้งฐานของประชากรเมืองและชนบท

     การตั้งถิ่นฐานของประชากรในท้องถิ่นต่าง ๆ นั้น ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ความเจริญด้านคมนาคมและเทคโนโลยี เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประชากรเข้าไปอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ก่อให้เกิดความแตกต่างทางด้านการกระจายของประชากร ดังนี้
 
๑. ชุมชนเมือง ชุมชนเมืองมักป็นศูนย์กลางของกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพที่เกี่ยวกับธุรกิจการค้า การบริการ และอุตสาหกรรม มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในกิจการต่าง ๆ ทำให้มีความเจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น วิถีชีวิตของคนในชุมชนเมืองจะมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดี และมีสิ่งอำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ แต่ละคนจึงพึ่งพาตนเองได้ในลักษณะต่างคนต่างอยู่
๒. ชุมชนชนบท การดำเนินชีวิตในชุมชนชนบท จะขึ้นอยู่กับธรรมชาติเป็นหลัก ประชากรส่วนใหญ่มักตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้แหล่งน้ำ เพื่อความสะดวกในการอุปโภคบริโภค และใช้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม หรืออาศัยอยู่บริเวณที่มีถนนตัดผ่าน และมีสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า ประปา แต่ความเจริญยังแผ่ขยายเข้าไปไม่มากนัก ลักษณะการดำรงชีวิตจะมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันเคร่งครัดในระเบียบแบบแผนและขนบธรรมเนียมประเพณี

ปัจจัยที่มีผลต่อการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์

    
     เมื่อมนุษย์มีความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมรอบๆตัว จึงเกิดการรวบรวมกลุ่มเพื่อตั้งบ้านเรือนและจัดการกับสิ่งรอบตัวให้เหมาะกับการดำรงชีพ การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์จะมีลักษณะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตั้งถิ่นฐานนั้น ๆ ดังนี้
   ปัจจัยทางกายภาพ แบ่งได้เป็น
  ๑) โครงสร้างและระดับความสูงของพื้นที่  จะเห็นว่า เขตที่ราบมีความเหมาะสมที่จะตั้งถิ่นฐานมากกว่าเขตที่สูงหรือภูเขา เนื่องจากลักษณะพื้นที่กว้างขวางราบเรียบทำให้สามารถเพาะปลูกได้สะดวก และเขตที่ราบมักจะมีดินอุดมสมบูรณ์ สามารถปลูกพืชได้หลายชนิดมากกว่า สำหรับพื้นที่สูงหรือทุรกันดารซึ่งเข้าถึงลำบากนั้น มีเหตุจูงใจให้มนุษย์ตั้งถิ่นฐานอยู่บ้าง เช่น เพื่อความปลอดภัยจากการรุกราน หรือหากจำเป็นต้องตั้งถิ่นฐานตามภูเขาก็มักจะเลือกอยู่อาศัยในลาดเขาด้านที่เหมาะสม
  ๒) อากาศ อากาศมีผลโดยตรงต่อมนุษย์เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการกำหนดลักษณะดินและพืช สภาพของดินฟ้าอากาศมีอิทธิพลต่อการตั้งถิ่นฐาน มีอิทธิพลต่อการสร้างบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย และวิถีการดำรงชีวิต จากแผนที่แสดงการกระจายตัวประชากรจะเห็นได้ว่า ประชาชนจะอยู่กันหนาแน่นในเขตที่มีอากาศเหมาะสม ส่วนบริเวณที่มีอากาศปรวนแปรจะมีประชาชนเบาบาง หรือปราศจากผู้อยู่อาศัย
  ๓) น้ำ ปัจจัยในเรื่องน้ำมีอิทธิพลต่อการตั้งถิ่นฐานมาก โดยเฉพาะในสมัยโบราณการตั้งถิ่นฐานทุกแห่งเป็นการหาพื้นที่ที่จะทำการเกษตรด้วย น้ำที่ใช้ในการหาพื้นที่ที่จะทำการเกษตรด้วย น้ำที่ใช้ในการทำเกษตรกรรมไม่จำเป็นต้องมาจากฝนหรือแหล่งน้ำลำธารแต่เพียงอย่างเดียว ในบางแห่งที่ขาดฝน อาจหาแหล่งน้ำอื่น ๆ มาใช้เพื่อการเกษตร เช่น น้ำบาดาล
   ปัจจัยทางวัฒนธรรม
การที่มนุษย์ครอบครองพื้นที่เพื่อตั้งถิ่นฐานทำมาหากิน ณ ที่ใดที่หนึ่งย่อมมีอิทธิพลต่อสภาพธรรมชาติ รวมทั้งเกิดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในถิ่นฐานเดียวกัน และระหว่างถิ่นฐานต่าง ๆ
วิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างออกไปในถิ่นฐานแต่ละแห่ง สามารถจำแนกได้เป็น
  ๑) ภาษา โดยเฉพาะภาษาพูด ถือว่าเป็นตัวแทนของลักษณะวัฒนธรรม ภาษาเป็นสื่อสำคัญที่สืบทอดวัฒนธรรมดั้งเดิมจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นต่อ ๆ ไปกลุ่มวัฒนธรรมดั้งเดิมจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นต่อ ๆ ไป กลุ่มวัฒนธรรมต่าง ๆ มักมีภาษาของตนเอง จึงใช้ภาษาเป็นเครื่องวัดความแตกต่างของวัฒนธรรมได้ ภาษาจึงอาจเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เช่น การห้ามใช้ภาษาต่างประเทศของจนภูมิใจในชาติของตนรวมทั้งรักเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนยิ่งขึ้น
  ๒) ศาสนา ศาสนาเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรม ความเชื่อถือยึดมั่นและการปฏิบัติตามหลักของศาสนาเป็นหลักที่กำหนดวิถีชีวิตในท้องถิ่น สถานที่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาอาจทำให้ท้องถิ่นหนึ่งมีความสำคัญมากกว่าท้องถิ่นอื่น วัด โบสถ์ และสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ทางศาสนา จะมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกัน แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของชาตินั้น ๆ ศาสนาอาจมีอิทธิพลต่อการเกษตรกรรม การบริโภคอาหาร ตลอดจนด้านเศรษฐกิจ
  ๓) การเมือง อิทธิพลทางการเมืองมีผลต่อพื้นที่ตั้งถิ่นฐาน โดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินทำกิน เช่น กฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กฎหมายเกี่ยวกับการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พระราชกำหนดยกเลิกสัมปทานป่าไม้ เป็นต้น
   ปัจจัยทางเศรษฐกิจ
     การประกอบอาชีพของมนุษย์ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของสภาพแวดล้อมและระดับความเจริญทางเทคโนโลยี ตัวอย่างของวิวัฒนาการการประกอบอาชีพที่มีความสัมพันธ์กับการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ได้แก่
  ๑) การเพาะปลูก การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์แบบถาวรเริ่มขึ้นเมื่อมนุษย์รู้จักเพราะปลูกด้วยตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งผลิตผลตามธรรมชาติแต่เพียงอย่างเดียว และการตั้งถิ่นฐานแบบถาวรนี้ มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมมาก ตัวอย่างเช่น การทำไร่เลื่อนลอย เป็นการเพาะปลูกแบบไม่บำรุงดิน เมื่อดำเนินไปหลายปี จะทำให้ดินเสื่อมสภาพลง และต้องย้ายไปหาที่เพาะปลูกใหม่หมุนเวียนไปเรื่อย ๆ เป็นการทำลายป่าและความอุดมสมบูรณ์ของดิน ส่วนการเพาะปลูกแบบไร่นาสวนผสมจะมีการดุแลบำรุงดินที่ดีกว่า ทำให้สามารถคงความอุดมสมบูรณ์ของดินไว้ได้
  ๒) การเลี้ยงสัตว์ แบ่งเป็น ๓ ประเภท คือ การเลี้ยงสัตว์ไว้บริโภค ไว้ใช้งาน และไว้ขาย ส่วนใหญ่จะทำในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์แบบอยู่เป็นที่จะไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติมากเท่ากับการเลี้ยงสัตว์แบบเร่ร่อน
  ๓) อุตสาหกรรม เป็นการนำผลิตผลมาดัดแปลงหรือแปรสภาพให้เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ เป็นกิจกรรมที่มีลักษณะซับซ้อน ในเนื้อที่น้อย ต้องใช้วัตถุดิบและเชื้อเพลิงจำนวนมากในการผลิต มีการใช้แรงงาน ตลอดจนต้องการความสะดวกในการคมนาคมขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นการนำวัตถุดิบเข้าสู่โรงงานและผลิตผลจากโรงงานออกสู่ตลาด ทำให้เกิดการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก ลักษณะดังกล่าวนี้ทำให้เกิดชุมชนขึ้นและมีการขยายตัวทั้งชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งย่อมจะมีผลต่อการเติบโตของเมืองอย่างกว้างขวาง

การตั้งถิ่นฐานของคนไทย

          


     ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ในทุกๆด้าน อาทิ ดิน น้ำ ป่าไม้ และยังมีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เป็นปัจจัยเกื้อหนุนต่อการดำรงชีวิต จากปัจัยดังกล่าว จึงส่งผลต่อการตั้งถิ่นฐานของคนไทยที่จะตั้งถิ่นฐานตามพื้นที่ ที่สามารถนำเอาทรัพยากรธรรมชาติเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์คนไทยจึงนิยมที่จะตั้งถิ่นฐานตามที่ราบริมฝั่ง
แม่น้ำที่สำคัญๆไหลผ่าน เพราะประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม จึงจำเป็นที่จะต้องใช้น้ำซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ
ในการเพาะปลูก การทำประมง รวมไปถึงการคมนาคมขนส่งต่างๆ นอกจากนั้นการที่คนไทยนิยมตั้งถิ่นฐานตามที่ราบริมฝั่งแม่น้ำจึงส่งผลให้เกิดวิถีชีวิตความเป็นอยู่และประเพณีต่างๆที่สัมพันธ์กับแหล่งที่อยู่ เช่น ลอยกระทง
ไหลเรือไฟ เป็นต้น
     ในปัจจุบันการตั้งถิ่นฐานของคนไทยได้เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัยเพื่อให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาในด้านของระบบอุตสาหกรรม มีการจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมขึ้นอย่างมากมายจึงก่อให้เกิดอาชีพใหม่ขึ้นมาเพื่อนำมนุษย์เข้าสู่กิจกรรมการผลิตในระบบอุตสาหกรรมที่ให้ค่าตอบแทนที่สูงและยังมีลักษณะงานที่ลำบากน้อยกว่าการประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่เคยทำมาจึงส่งผลให้คนไทยในชนบทพากันอพยพเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ ระบบการตั้งถิ่นฐานของคนไทยจึงเปลี่ยนไปจากอดีตที่เคยอาศัยอยู่
     ตามที่ราบในชนบทเปล่ยนมาเป็นการนิยมตั้งถิ่นฐานในเขตอุตสาหกรรมต่างๆอันเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาต่างๆตามมามากมายไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม อาทิ น้ำเสีย มลภาวะต่างๆ ปัญหาสังคม อาทิ ชุมชนแออัด ยาเสพติด อาชญากรรม เป็นต้น
เมื่อความก้าวหน้ทางวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง ระบบอุตสาหกรรมต่างๆจึงต้องการวัตถุดิบเพื่อนำมาเข้าสู่กระบวนการผลิตมากขึ้น ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติที่เคยอุดมสมบูรณ์หมดไปอย่างรวดเร็ว ทำให้สิ่งแวดล้อมเสียสมดุลและเกิดปัญหาต่างๆตามมามากมายไม่ว่าจะเป็นดินถล่ม แผ่นดินไหว ปัญหาที่เกิดจากภัยธรรมชาติ เช่น สึนามิ ปัญหาเหล่านี้ล้วนแต่สร้างความเสียหายแก่มนุษย์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกายและจิตใจ
     รวมไปถึงการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ด้วยเพราะเมื่อสิ่งดังกล่าวได้เกิดขึ้นแล้วก็จะเกิดความเสียหายให้กับบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของมนุษย์ด้วย จึงจำเป็นที่หน่วยงานของรัฐจะต้องมามีบทบาทในการให้คามช่วยเหลือประชาชนเหล่านั้น ดังจะเห็นได้จากการที่ทหารซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐหน่วยงานหนึ่งได้เข้ามามีส่วนในการสร้างที่พักอาศัยให้แก่ผู้ประสบภัยจากคลื่นยักษ์สึนามิ หรือในกรณีโคลนถล่มที่ อ.หล่มสัก นอกจากนั้นทหารยังมีหน้าที่ในการพัฒนาและสร้างสรรค์สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเพื่อนำความเจริญมาสู่ชุมชนไทยในพื้นที่ ที่ห่างไกล เช่น การสร้างศูนย์ราชการต่างๆ การสร้างถนนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554

Data Model(4)

 ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์
ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ ฐานข้อมูลแบบนี้แสดง การจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบของตาราง ที่มีลักษณะเป็นสองมิติ คือ แถว (Row) และคอลัมน์ (Column) ซึ่งในการเชื่อมโยงกันระหว่างข้อมูลในตาราง 2 ตาราง หรือมากกว่า จะเชื่อมโยงโดยใช้แอททริบิวต์ที่มีอยู่ในตารางที่ต้องการเชื่อมโยงข้อมูลกัน โดยที่แอททริบิวต์จะแสดงคุณสมบัติของรีเลชั่นต่าง ๆ ซึ่งรีเลชั่นต่าง ๆ ได้ผ่านกระบวนการทำรีเลชั่นให้เป็นบรรทัดฐาน (Normalized) ในระหว่าง การออกแบบเพื่อละความซ้ำซ้อน เพื่อให้การจัดการฐานข้อมูลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 
     ตัวอย่าง เป็นตารางรายชื่อนักศึกษาและตารางโปรแกรมวิชา ถ้าต้องการทราบว่านักศึกษารหัส 441031138 เป็นนักศึกษาของโปรแกรมวิชาใด ก็ต้องนำรหัสโปรแกรมวิชาในตารางนักศึกษาไปตรวจสอบกับตารางโปรแกรมวิชา ซึ่งมีรหัสของโปรแกรมวิชาซึ่งเรียกว่าเป็นดรรชนี และดึงข้อมูลออกมา

    

    ฉะนั้นสามารถสรุปโครงสร้างข้อมูลหลักที่สำคัญๆ ของฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บข้อมูลและการค้นหาในฐานข้อมูล ดังนี้

1. ตารางเรคคอร์ดและฟิลด์ ข้อมูลต่างๆ ในฐานข้อมูลจะถูกจัดเก็บและนำเสนอในรูปแบบของตาราง โดยในตารางหนึ่งๆ จะจัดเก็บรวบรวมข้อมูลประเภทเดียวกันเข้าไว้ด้วยกัน ในแต่ละแถวและคอลัมน์ ซึ่งในศัพท์ของฐานข้อมูลจะเรียกฟิลด์ ในแต่ละแถวของตารางก็ คือ ข้อมูลหนึ่งชุดหรือข้อมูล 1 เรคคอร์ดในแต่ละแถวหรือเรคคอร์ดจะประกอบด้วยฟิลด์หรือคอลัมน์ที่เป็นส่วนย่อยที่แสดงแอททริบิวต์ของข้อมูลในแต่ละเรคคอร์ด
2. ดรรชนี ถ้าตารางข้อมูลมีนักศึกษาเก็บอยู่จำนวนมากการที่จะค้นหาข้อมูลที่ต้องการของนักศึกษาคนใดคนหนึ่งจะต้องเสียเวลาอย่างมาก เพราะจะต้องทำการค้นทีละเรคคอร์ด ในตารางไปจนกว่าจะครบ ข้อมูลของนักศึกษาที่ต้องการ เพื่อช่วยให้การค้นหาข้อมูลที่ต้องการทำได้รวดเร็วขึ้นฐานข้อมูลทั่วไปจึงมีโครงสร้างอีกชนิดหนึ่ง เรียกว่า ดรรชนีเพื่อสนับสนุนการค้นหาให้รวดเร็วขึ้น โดยปกติแล้วในแต่ละตารางจะมีฟิลด์หรือหลายฟิลด์ประกอบกันที่จะสามารถบอกถึงความแตกต่างของข้อมูลในแต่ละแถวได้ ฟิลด์หรือคอลัมน์ดังกล่าวเรียกว่าเป็นดรรชนีหลัก ของตาราง
3. ความสัมพันธ์ของตารางฐาน ข้อมูลแบบตารางสัมพันธ์ส่วนใหญ่แล้ว จะประกอบไปด้วยตารางข้อมูลต่างๆ หลายตาราง แต่ละตารางจะมีความสัมพันธ์กันในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง

กฎที่เกี่ยวข้องกับดรรชนีในฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์
 เนื่องจากรีเลชั่นต่างๆ ในฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์จะอ้างอิงความสัมพันธ์ของข้อมูล โดยใช้ดรรชนีกฎที่เกี่ยวข้องกับการใช้ดรรชนีในฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ มีดังนี้
     1. กฎความบูรณภาพของเอนทิตี้ (The Entity Integrity Rule) แอททริบิวต์ใดที่จะเป็นดรรชนีหลักข้อมูลในแอททริบิวต์นั้นจะเป็นค่าง่าย (Null) ไม่ได้หมายความของการเป็นค่าว่างไม่ได้ (Not Null) ในที่นี้หมายถึง ข้อมูลแอททริบิวต์เป็นดรรชนีหลักจะไม่ทราบค่าแน่นอนหรือ ไม่มีค่าไม่ได้
     2. กฎความบูรณภาพของการอ้างอิง (The Referentail Integrity Rule) คือ ค่าของดรรชนีหลักนอกจากจะต้องสามารถอ้างอิงให้ตรงกับค่าของดรรชนีหลักได้ จึงจะเชื่อมโยงหรืออ้างอิงข้อมูลระหว่างสองรีเลชั่นได้

การกำหนดความสัมพันธ์
 ในโปรแกรมการจัดการฐานข้อมูล เช่น โปรแกรมแอกเซส สามารถเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ จากตารางเพื่อที่จะสามารถแสดงข้อมูลที่ได้บนรายงานข้อคำถามหรือแบบฟอร์ม การเชื่อมโยงข้อมูลจากหลาย ตารางนี้เรียกว่าความสัมพันธ์ (Relation) การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตารางในฐานข้อมูลโดยการกำหนดให้ตารางมีความสัมพันธ์กันนั้น ต้องมีแอททริบิวต์หรือฟิลด์ที่เหมือนกัน และให้ค่าฟิลด์ที่เหมือนกันเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ ฟิลด์ที่เหมือนกันของตารางเรียกว่า ดรรชนีนอก (Foreing Key) เช่น ตารางของนักศึกษาและโปรแกรมวิชาจะมีรหัสของโปรแกรมวิชาที่เหมือนกัน ในเวลาที่นำโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลมาใช้จะต้องมีการสร้างแบบฟอร์มหรือรายงานเรียบร้อยแล้ว จึงกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างตาราง หรือกำหนดความสัมพันธ์ตั้งแต่สร้างความสัมพันธ์เสร็จ กล่าวคือจะมีความบูรณภาพความสัมพันธ์เป็นตารางที่เกี่ยวข้อง (Related Table)

ข้อดีของฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์
 ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์เป็นฐานข้อมูลที่มีรูปแบบง่ายสำหรับผู้ใช้ทั่วไป โดยเฉพาะผู้ใช้ซึ่งไม่ใช่นักวิเคราะห์และออกแบบโปรแกรมโปรแกรมเมอร์หรือผู้จัดการฐานข้อมูล เป็นต้น ข้อดีที่ผู้ใช้ทั่วไปรู้สึกว่าฐานข้อมูลชนิดนี้เข้าใจง่าย มีดังนี้
     1. ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์เป็นกลุ่มของรีเลชั่นหรือตารางที่ข้อมูลถูกจัดเก็บเป็นแถวและคอลัมน์ ซึ่งทำให้ผู้ใช้เห็นภาพของข้อมูลได้ง่าย
     2. ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าข้อมูลถูกจัดเก็บอย่างไร รวมถึงวิธีการเข้าถึงข้อมูล (Access Approach)
     3. ภาษาที่ใช้ในการเรียกดูข้อมูล เป็นลักษณะคล้ายภาษาอังกฤษและไม่จำเป็นต้องเขียนเป็นลำดับขั้นตอน
     4. การเรียกใช้หรือเชื่อมโยงข้อมูลทำได้ง่ายโดยใช้โอเปอร์เรเตอร์ ทางคณิตศาสตร์ เช่น SELECT ไม่จำเป็นต้องมีตัวชี้ (Pionter) ซึ่งยุ่งยาก

Data Model(3)

โมเดลข้อมูลเชิงวัตถุ

โมเดลของข้อมูลเป็นการแสดงให้เห็นองค์ประกอบสิ่งต่าง ๆ (objects)ที่เราสนใจ ซึ่งจะมีข้อกำหนดที่กำหนดให้กับองค์ประกอบเหล่านั้น และแสดงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้น
หลักการของโมเดลข้อมูลเชิงวัตถุจะประกอบไปด้วยองค์ประกอบเหล่านี้คือ
    1. object and object identifier: หมายถึงอ๊อปเจ็กใด ๆ ที่อยู่ในรูปแบบที่กำหนด และมีการกำหนดค่า id ที่ไม่ซ้ำกันเพื่อใช้ในการอ้างถึงอ๊อปเจ็กนั้น
    2. attributes and methods: อ๊อปเจ็กทุก ๆ อ๊อปเจ็กจะมีคุณลักษณะ(state) คือเซตของค่าข้อมูลของ แอตทริบิวต์ของอ๊อปเจ็ก และการกระทำ(behavior) เป็นเซตของวิธีการ ส่วนของโปรแกรม ซึ่งมีการดำเนินการบนลักษณะของอ๊อปเจ็ก ซึ่งลักษณะและการกระทำจะถูกห่อหุ้มไว้ในอ๊อปเจ็ก และจะถูกอ้างถึงหรือถูกเรียกให้ทำงานจากภายนอกผ่านทางข่าวสาร(message)
    3. class: หมายถึงการรวมกลุ่มของอ๊อปเจ็กทั้งหมดที่มีลักษณะและวิธีการที่เหมือนๆ กัน อ๊อปเจ็กหนึ่งๆ จะถูกสร้างขึ้นจากคลาสเพียงหนึ่งคลาส ซึ่งคลาสมีลักษณะเหมือนกับ abstract data type คลาสอาจจะเป็นข้อมูลพื้นฐานก็ได้เช่น integer string หรือ boolean เป็นต้น
    4. Class hierarchy and inheritance: เป็นการสร้างคลาสใหม่(subclass)จากคลาสเดิม(superclass)ที่มีอยู่ก่อน คลาสที่สร้างขึ้นใหม่จะสืบทอดคุณลักษณะและวิธีการทั้งหมดจากคลาสเดิม โดยคลาสใหม่สามารถที่จะเพิ่มคุณลักษณะ และวิธีการใหม่ เพิ่มเข้าไปได้ จะแบ่งเป็นสองประเภทคือ single inheritance และ multiple inheritance

1. Object Structure

แนวทางเชิงวัตถุมีพื้นฐานมาจากการห้อหุ้มข้อมูล และโปรแกรม(encapsulating) ดังนั้นการติดต่อสื่อสารกันระหว่างอ๊อปเจ็กจะทำผ่านทางข่าวสาร(messages)เสมอ
โดยทั่วไปแล้ว อ๊อปเจ็กจะเกี่ยวข้องกับ
    • เซตของตัวแปรที่บรรจุข้อมูลของอ๊อปเจ็ก
    • เซตของข่าวสารซึ่งอ๊อปเจ็กจะตอบสนองต่อข่าวสารที่ได้รับจากภายนอก
    • เซตของวิธีการ ซึ่งแต่ละวิธีการจะเป็นโปรแกรมทีดำเนินการกับข่าวสาร และส่งข้อมูลกลับ
สิ่งที่ทำให้ต้องมีการใช้ข่าวสารและวิธีการระหว่างอ๊อปเจ็ก พิจารณาเอนตินี้ employee ในระบบธนาคาร ทุก ๆ คนจะมีการคำนวณเงินรายได้ทั้งปี แต่มีความแตกต่างกันในเรื่องของการคำนวณ ตามประเภทของพนักงาน เช่น ผู้จัดการ ได้รับโบนัสตามกำไรที่ธนาคารทำได้ หรือพนักงานเคาเตอร์ จะได้รับโบนัสตามชั่วโมงการทำงาน เป็นต้น เราสามารถซ่อนโปรแกรมในส่วนของการคำนวณเงินเดือน โดยอ๊อปเจ็กจะรู้ว่าต้องคำนวณเงินรายได้ทั้งปีอย่างไร โดยที่อ๊อปเจ็กของพนักงานทุกคนมี interface เดียวกัน ในระบบเชิงวัตถุ เราสามารถที่จะแก้ไขนิยามของวิธีการ ตัวแปร โดยไม่มีผลกระทบต่อระบบ ซึ่งคุณสมบัตินี้เป็นข้อดีของการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ
วิธีการของอ๊อปเจ็กสามารถจำแนกได้ 2 กลุ่มคือ ประเภทอ่านอย่างเดียว หรือ ประเภท Update ถ้าเป็นวิธีการแบบอ่านอย่างเดียวจะไม่มีผลกระทบต่อข้อมูลในอ๊อปเจ็ก ในขณะที่ Update จะทำการเปลี่ยนแปลงข้อมูลภายในอ๊อปเจ็กได้ ซึ่งข่าวสารที่อ๊อปเจ็กจะตอบสนองว่าเป็นแบบอ่านอย่างเดียวหรือแบบ update นั้นขึ้นอยู่กับวิธีการ implement ข่าวสาร
สำหรับแอตทริบิวต์ที่ได้จากการคำนวณนั้น ในระบบเชิงวัตถุจะใช้ข่าวสารแบบอ่านอย่างเดียว กล่าวคือทุก ๆ แอตทริบิวต์ของเอนติตี้ต้องประกอบไปด้วยข่าวสาร 2 อันคือ ข่าวสารสำหรับการอ่านข้อมูลของแอตทริบิวต์ และอีกข่าวสารสำหรับการปรับปรุงข้อมูล

2. Object Classes

โดยปกติ ในฐานข้อมูลจะมีอ๊อปเจ็กที่คล้าย ๆ กัน หมายความว่าอ๊อปเจ็กมีการตอบสนองต่อข่าวสารเดียวกัน ใช้วิธีการเดียวกัน และมีตัวแปรชื่อเดียวกัน ชนิดข้อมูลเดียวกัน ดังนั้นเราจึงจัดกลุ่มของอ๊อปเจ็กที่ลักษณะคล้าย ๆ กัน แล้วกำหนดเป็นคลาส ๆ หนึ่ง และแต่ละอ๊อปเจ็กที่สร้างมาจากคลาสก็เรียกว่า เป็น instance ของคลาส อ๊อปเจ็กทุกตัวจะมีลักษณะเหมือนกัน จะแตกต่างกันตรงข้อมูลที่ถูกกำหนดให้กับตัวแปรในอ๊อปเจ็ก
เราจะนิยามคลาส employee ในรูปของคำสั่งลำลอง ซึ่งแสดงตัวแปรและข่าวสารซึ่งอ๊อปเจ็กจะตอบสนอง ในตัวอย่างนี้ยังไม่มีวิธีการที่จะมาจักการกับข่าวสาร
class employee {
/* Variables */
string name;
string address;
date start-date;
int salary;
/* Messages */
int annual-salary();
string get-name();
string get-address();
int set-address(string new-address);
int employment-length();
};
จากนิยามของคลาส employee จะประกอบไปด้วยตัวแปร name และ address ซึ่งมีชนิดข้อมูลเป็น string start-date มีชนิดข้อมูลเป็น date และ salary มีชนิดข้อมูลเป็น integer แต่ละอ๊อปเจ็กจะตอบสนองข่าวสาร 5 ข่าวสาร คือ annual-salary get-name get-address set-address และ employment-length ข่าวสารแต่ละอันมีการกำหนดชนิดข้อมูลไว้ด้านหน้า หมายถึงชนิดของการตอบสนองข้อมูลกลับไปยังข่าวสารนั้น

3. Inheritance

ในระบบฐานข้อมูลเชิงวัตถุจะประกอบไปด้วยคลาสจำนวนมาก อย่างไรก็ตามคลาสหลาย ๆ คลาสจะมีลักษณะคล้าย ๆ กัน ตัวอย่างเช่น พนักงานของธนาคาร จะมีลักษณะที่คล้ายกับลูกค้า เช่น ชื่อ ที่อยู่ โทรศัพท์ เป็นต้น
เพื่อแสดงให้เห็นถึงลักษณะที่คล้ายกันของคลาส เราจะแสดง E-R ไดอะแกรมในลักษณะของลำดับชั้นของ specialization (ความสัมพันธ์แบบ ISA) ดังรูปที่ 1
รูปที่ 1 แสดงลำดับชั้นของคลาสแบบ Specialization
หลักการของลำดับชั้นของคลาสจะเหมือนกับ specialization ใน E-R โมเดล รูปที่ 2 แสดงลำดับชั้นของคลาสที่เหมือน E-R ไดอะแกรมในรูปที่ 1
รูปที่ 2 แสดงลำดับชั้นของคลาสที่เหมือนกับ E-R ในรูปที่ 1
 ลำดับชั้นของคลาสสามารถกำหนดเป็นคำสั่งลำลองได้ดังรูปที่ 3 ในที่นี่ยังไม่ขอกล่าวถึงวิธีการของแต่ละคลาส
class person {
string name;
string address;
};
class customer isa person {
int credit-rating;
};
class employee isa person {
date start-date;
int salary;
};
class officer isa employee {
int office-number;
int expense-account-number;
};
class teller isa employee {
int hours-per-week;
int station-number;
};
class secretary isa employee {
int hours-per-week;
string manager;
};
รูปที่ 3 แสดงคำสั่งลำลองในการนิยามลำดับชั้นของคลาส
คำว่า isa ใช้สำหรับบอกว่าคลาสนั้นมีลักษณะเช่นเดียวกันกับอีกคลาสหนึ่ง โดยเราเรียกคลาสที่ specialization ว่า subclasses ตัวอย่างเช่น employee เป็น subclass ของ person และ teller เป็น subclass ของemployee ในทางกลับกัน employee ก็เป็น superclass ของ teller
ข้อดีของการสืบทอดคุณสมบัติในระบบเชิงวัตถุคือ มีคุณลักษณะของ code-reuse นั่นคือวิธีการใด ๆ ของคลาส A สามารถที่จะถูกเรียกใช้โดยคลาส B ซึ่งเป็น subclass A ได้ทันที ทำให้ไม่ต้องเขียนคำสั่งในคลาส B อีก

4. Multiple Inheritance

โดยทั่วไปแล้วโครงสร้างของคลาสแบบลำดับชั้นก็เพียงพอต่อการแสดงโมเดลของข้อมูลแล้ว แต่ในบางกรณี เช่นเราต้องการจำแนกระหว่าง teller และ secretaries แบบ full-time และ part-time ในรูปที่ 2 ซึ่งเราก็สามารถสร้าง subclass ของ part-time-teller full-time-teller part-time-secretary และ full-time-secretary ดังรูปที่ 4
รูปที่ 4 แสดงลำดับชั้นของคลาส ของพนักงาน full-time และ part-time
แต่จะเกิดปัญหาสองอย่างคือ (1) ปัญหาความไม่สอดคล้องในการปรับปรุงข้อมูล เนื่องมาจาก ตัวแปรและวิธีการของพนักงาน full-time ต้องถูกกำหนดสองครั้ง คือ full-time-teller และ full-time-secretary ในทำนองเดียวกันกับพนักงาน part-time เมื่อไรก็ตามที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลของพนักงาน ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงสองที่ (2) ลำดับชั้นของคลาสไม่สามารถแสดงพนังงานกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่ full-time หรือ part-time ได้
วิธีการ Multiple inheritance เป็นวิธีการที่ยอมให้คลาสหนึ่งสืบทอดคุณสมบัติและวิธีการจากหลาย ๆ คลาสได้
ความสัมพันธ์ระหว่าง class และ subclass แสดงได้โดย directed acyclic graph (DAG) ซึ่งใช้ในกรณีที่คลาส มี superclass มากกว่าหนึ่งคลาส
รูปที่ 5 แสดงคลาส DAG
จากรูปที่ 5 เรากำหนดคลาส part-time และคลาส full-time ขึ้นมาเพื่อเก็บข้อมูลและวิธีการของพนักงาน part-time และ full-time จากนั้น สร้างคลาส part-time-teller ซึ่งเป็น subclass ของ teller และ part-time คลาส part-time-teller จะสืบทอดคุณสมบัติ และวิธีการของทั้ง teller และ part-time มา ซึ่งจะเห็นว่าไม่เกิดความซ้ำซ้อนอย่างที่เกิดขึ้นในรูปที่4 แล้ว
เมื่อมีการสืบทอดแบบหลายคลาส อาจจะมีความคลุมเคลือเกิดขึ้นในกรณีที่ตัวแปรหรือวิธีการที่สืบทอดมาจากหลายคลาสมีชื่อเดียวกัน
ตัวอย่างเช่น เรากำหนดการจ่ายเงิน pay ของพนักงานแต่ละประเภทดังนี้
    • full-time: จ่ายเงินอยู่ระหว่าง 0 ถึง 100,000 ของเงินรายได้ทั้งปี
    • part-time: จ่ายเงินอยู่ระหว่าง 0 to 20 เป็นค่าแรงต่อชั่วโมง.
    • teller: จ่ายเงินอยู่ระหว่าง 0 to 20,000 ของเงินรายได้ทั้งปี
    • secretary: จ่ายเงินอยู่ระหว่าง 0 to 25,000 ของเงินรายได้ทั้งปี
พิจารณาคลาส part-time-secretary ซึ่งสืบทอดตัวแปร pay มาจากคลาส part-time หรือ secretary ผลลัพธ์ที่ได้มีหลายกรณี ขึ้นอยู่กับวิธีการว่าจะจัดการอย่างไร
    • สืบทอดมาทั้งสองคลาส แล้วเปลี่ยนชื่อของ เป็น part-time-pay และ secretary-pay
    • เลือกตัวใดตัวหนึ่ง โดยดูจากลำดับของการสร้างคลาส
    • บังคับให้เลือกเลยว่าจะใช้ pay ตัวไหน
    • แสดงผลว่าเกิดความผิดพลาด

5.Object Identity

Object identity: อ๊อปเจ็กจะยังคงรักษาความเป็น identity แม้ว่าข้อมูลของตัวแปรหรือวิธีการของ อ๊อปเจ็กมีการเปลี่ยนแปลง แนวคิดของ identity นี้ไม่ได้นำไปใช้กับทูเปิลของฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ ซึ่งในระบบเชิงสัมพันธ์นั้น ทูเปิลของรีเลชันจะแตกต่างกันด้วยข้อมูลที่ถูกเก็บอยู่
รูปแบบต่าง ๆ ของ identity
    • Value: หมายถึงค่าของข้อมูลที่ใช้ในการ identity เช่น primary key
    • Name: เป็นชื่อที่ผู้ใช้กำหนดเพื่อใช้ในการ identity เช่น ชื่อแฟ้มในระบบแฟ้มข้อมูล
    • Built-in: เป็นการกำหนด identity โดยอัตโนมัติให้กับข้อมูล หรือภาษาโปรแกรม โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องกำหนด identifier รูปแบบนี้ถูกใช้ในระบบเชิงวัตถุ แต่ละอ๊อปเจ็กจะถูกกำหนด identifier โดยอัตโนมัติ เมื่ออ๊อปเจ็กถูกสร้างขึ้น
ในทางปฏิบัติ Object identity จะถูกกำหนดให้มีค่าไม่ซ้ำกัน เรียกว่า OID ซึ่งค่าของ OID นี้จะไม่สามารถมองเห็นได้โดยผู้ใช้ทั่วไป แต่จะถูกใช้โดยระบบเพื่อระบุอ๊อปเจ็กแต่ละอ๊อปเจ็ก

6. Object Containment

อ๊อปเจ็กที่สามารถบรรจุอ๊อปเจ็กอื่น ๆ ได้จะถูกเรียกว่า อ๊อปเจ็กเชิงซ้อน(complex object)หรืออ๊อปเจ็กผสม(composite object) ซึ่งสามารถบรรจุซ้อนกันได้หลายชั้น นั่นคือเป็นลักษณะความสัมพันธ์ที่อ๊อปเจ็กหนึ่งจะประกอบด้วยอ๊อปเจ็กหลาย ๆ อ๊อปเจ็กประกอบเข้าด้วยกัน
ตัวอย่าง A bicycle design database
รูปที่ 6 แสดงลำดับชั้นความสัมพันธ์ระหว่างอ๊อปเจ็ก
รูปที่ 6 แสดงลำดับชั้นความสัมพันธ์ระหว่างอ๊อปเจ็ก ซึ่งความสัมพันธ์ในลักษณะนี้ เป็นลักษณะของ is-part-of ซึ่งเป็นคนละแบบกับ is-a ที่เกิดจากการสืบทอดคลาส
ลักษณะการประกอบกันของอ๊อปเจ็กนี้เป็นหลักการที่สำคัญอย่างหนึ่งในระบบเชิงวัตถุ เนื่องจากจะทำให้การมองข้อมูลเริ่มมองจากจุดเล็ก ๆ ก่อน เช่น คนออกแบบล้อ ก็จะมุ่งไปกับการออกแบบล้อ โดยไม่สนใจกับส่วนอื่นเช่น เกียร์หรือ เบรก จากนั้นพนักงานฝ่ายการตลาดก็จะทำการกำหนดราคาจักรยาน โดยนำเอาข้อมูลส่วนต่าง ๆ ที่เป็นส่วนประกอบของจักรยาน มาคำนวณราคาต่อไป

Data Model (2)

ระบบจัดการฐานข้อมูล คือ ระบบโปรแกรมที่มีความสามารถในการจัดการข้อมูลใน ด้านต่างๆ ได้แก่ การให้คำจำกัดความของข้อมูลและเรคคอร์ด การกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างฟิลด์ต่าง ๆ ในเรคคอร์ดการจัดการประมวลผล ปรับเปลี่ยนแก้ไขข้อมูล และจัดการกำหนดควบคุมการใช้ข้อมูลอย่างมีระบบ
จุดมุ่งหมายสำคัญของระบบจัดการฐานข้อมูลจำแนกออกได้เป็น 2 ด้าน คือ เพื่อจัดการควบคุมและสนับสนุนการใช้งานขององค์กรอย่างเป็นระบบ


องค์ประกอบหลักของระบบจัดการฐานข้อมูล  ระบบจัดการฐานข้อมูลจำแนกเป็นย่อยๆ ได้หลายส่วน โดยแต่ละส่วนจะทำงานร่วมกันได้ หรือในบางกรณีอาจเป็นงานเฉพาะส่วนย่อยๆ จากภาพประกอบแสดงองค์ประกอบหลักของระบบจัดการฐานข้อมูล สัญลักษณ์รูปทรงกระบอกแสดงองค์ประกอบต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นตัวระบบจัดการฐานข้อมูลทั้งหมด ได้แก่
Authorized User Profiles AUP เป็นองค์ประกอบด้านการจัดการควบคุมตัวผู้ใช้ระบบใครสามารถอ่านข้อมูลชุดใดได้ เช่น การกำหนดรหัสผ่าน (password) ให้กับผู้ใช้ระดับต่างๆ ในองค์กร

Catalogued Queries/Report/Lable (CQRL) เป็นส่วนที่ควบคุมจัดการด้าน การเลือกค้นหาข้อมูลที่ต้องการ การทำรายงานตารางสรุปต่างๆ ซึ่งจะจัดตามคำร้องขอของผู้ใช้ระบบและออก Output ที่ต้องการ

Transaction and Screen Definition เป็นชุดโปรแกรมที่ควบคุมจัดการด้านการนำเสนอข้อมูลต่างๆ ทางจอภาพ หรือทำตามคำขอต่างๆ ของผู้ใช้ระบบ
User’s Application Program เป็นชุดโปรแกรมเฉพาะด้าน สร้างเพื่อใช้งานเฉพาะภายในหน่วยงานหนึ่งในองค์การ หรือตามความต้องการเฉพาะด้านของผู้ใช้ระบบในบางระดับ
Data Definition และ Store Database เป็นส่วนสำคัญที่สุดของระบบเป็นส่วนที่เก็บ Data dictionary และตัวข้อมูลต่างๆ ที่มีอยู่ในระบบ 

หน้าที่
1. ช่วยกำหนด และเก็บโครงสร้างฐานข้อมูล (Define and Store Database Structure) 
2. ช่วยดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล (Load Database)
 ข้อมูลที่นำมาประมวลผลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ระบบจัดการฐานข้อมูลจะทำการรับและเก็บข้อมูลไว้ในข้อมูลเพื่อใช้ใน การประมวลผล
3. ช่วยเก็บและดูแลข้อมูล (Store and Maintain Data)
 ข้อมูลที่เก็บในฐานข้อมูลจะถูกเก็บรวบรวมได้ด้วยกัน โดยมีระบบจัดการฐานข้อมูลเป็นผู้ดูแลรักษาข้อมูลเหล่านั้น
4. ช่วยประสานงานกับระบบปฏิบัติการ (Operating System) 
เนื่องจากคอมพิวเตอร์ต้องพึ่งระบบปฏิบัติการช่วยเพื่อให้ทำงานได้ ดังนั้นระบบปฏิบัติการจะคอยควบคุมการทำงานของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมต่าง ๆ เป็นต้น ระบบจัดการฐานข้อมูลจะทำการประสานงานกับระบบปฏิบัติการในการเรียกใช้ แก้ไขข้อมูล ลบข้อมูล ออกรายงาน
5. ช่วยควบคุมความปลอดภัย (Security Control)
 ในระบบการจัดการฐานข้อมูลจะมีวิธีควบคุมการเรียกใช้ข้อมูล หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลของผู้ใช้ในระบบจะมีวิธีควบคุมการเรียกใช้ข้อมูล หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลของผู้ใช้ในระบบซึ่งสามารถเรียกข้อมูลมาแก้ไขได้แตกต่างกัน เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับฐานข้อมูล
6. ช่วยจัดทำสำรองข้อมูลและการกู้คืน (Backup and Recover) 
ในระบบจัดการฐานข้อมูลจะทำการสำรองข้อมูลของฐานข้อมูลและเมื่อเกิดปัญหาขึ้นกับฐานข้อมูล เช่น แฟ้มข้อมูลเสียหายเนื่องจากดิสก์เสีย ระบบจัดการฐานข้อมูลจะใช้ระบบข้อมูลสำรองนี้ในการฟื้นฟู สภาพการทำงานของระบบให้สู่สภาวะปกติ
7. ช่วยควบคุมการใช้ข้อมูลพร้อมกับของผู้ใช้ในระบบ (Concurrency Control) 
ในระบบคอมพิวเตอร์ที่มีผู้ใช้หลายคนสามารถเรียกข้อมูลได้พร้อมกัน ระบบฐานข้อมูลที่มีคุณสมบัติที่มีใช้หลายคนสามารถเรียกข้อมูลได้พร้อมกันระบบฐานข้อมูลที่มีคุณสมบัตินี้ จะทำการควบคุมการใช้ข้อมูลพร้อมกันของผู้ใช้หลายคนในเวลาเดียวกัน โดยมีการควบคุมอย่างถูกต้องเหมาะสม
8. ช่วยควบคุมความสมบูรณ์ของข้อมูล (Integrity Control) ระบบจัดการฐานข้อมูลจะทำการควบคุมค่าของข้อมูลในระบบให้ถูกต้องตามที่ควรจะเป็น เช่น รหัสนักศึกษาที่ลงทะเบียน จะต้องตรงกับรหัสนักศึกษาในข้อมูลประวัติ

9. ช่วยทำหน้าที่จัดทำดรรชนีข้อมูล (Data Directory)
 ระบบจัดการฐานข้อมูลจะทำการสร้างดรรชนีข้อมูลเมื่อมีการกำหนดโครงสร้างของฐานข้อมูลขึ้นมาเพื่อเก็บรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับฐานข้อมูลเช่น ชื่อตาราง ชื่อฟิลด์ ดรรชนีต่างๆ เป็นต้น


การสืบค้น หมายถึง การค้นหาข้อมูลที่จัดเก็บไว้ในฐานข้อมูล จุดมุ่งหมายของ การเก็บข้อมูลไว้ในฐานข้อมูล จุดหลัก คือ ง่ายต่อการสืบค้น เมื่อเวลาต้องการนำข้อมูลมาใช้ ชุดคำสั่งสำหรับการจัดการฐานข้อมูลเป็นชุดคำสั่งที่ใช้ในการค้นหา (Select) แก้ไข (Update) เพิ่มเติม (Insert) และการลบ (Delete)
SQL (Structure Query Language) เป็นชุดคำสั่งที่ใช้จัดการฐานข้อมูลและข้อมูลในฐานข้อมูลชุดคำสั่ง SQL นิยมใช้มากในระบบฐานข้อมูลแบบตารางสัมพันธ์ ชุดคำสั่งที่ใช้ใน การจัดการกับฐานข้อมูลที่สำคัญๆ มี 4 คำสั่ง คือ
    1. (Select) ใช้สำหรับการเลือกหาข้อมูลหรือเรคคอร์ดที่ต้องการในฐานข้อมูล
    2. (Update) ใช้เมื่อต้องการแก้ไขข้อมูลหรือเรคคอร์ด
    3. (Delete) ใช้เมื่อต้องการการลบข้อมูลหรือเรคคอร์ด
    4. (Insert) ใช้เมื่อต้องการเพิ่มเติมเรคคอร์ดหรือข้อมูลใหม่